한국 로스쿨 다니는 분이 매매혼에 대해 비판을 하길래 태국 법조항 근거로 댓글 달았어요.

로스쿨 다니는 여성분이 SNS에서 매매혼에 대한 비판 내용이 있는데, 답변을 달아봤다.
내 댓글
로스쿨 출신이라면 ‘소유권’과 ‘처분권’의 개념을 모를 리 없을 텐데, 이를 무시하고 ‘매매혼’이라는 단어를 쓰며 정작 행복해야 할 결혼 당사자들을 조롱하는 것은 아주 악의적이거나 악마의 프레임을 씌우는 것으로 보이네요.
로스쿨 출신이라고 하시니 재미있는 사실을 하나 알려드릴게요. 동남아 대부분의 국가에는 결혼 지참금 문화가 있습니다. 태국의 예를 들면 ‘신솟’이라는 것이 있죠. 보통 한국 사람들은 이를 ‘결혼 지참금’이라고 번역하곤 합니다.
태국 민상법 제1437조(Section 1437)에 따르면, ‘콩만(약혼의 증표)’과 ‘신솟(Sinsod, 결혼 지참금)’은 신부 측 가문이 입게 될 노동력 상실과 양육의 노고에 대한 ‘법적 보상(Compensation)’으로 해석합니다. 이 때문에 신부 측에 과실이 있을 경우 반환 청구권을 행사할 수 있습니다.
다른 분들을 위해 설명을 더 보태보겠습니다. 매매(賣買)의 법적 정의는 소유권과 처분권의 이전을 의미합니다. 흔히 ‘신부를 샀다’고들 하는데, 이를 법적 의미의 매매로 규정하려면 산 사람이 신부를 다시 팔 수도 있어야 합니다. 그런데 신부를 팔 수 있습니까? 사람에게 ‘매매’라는 단어를 붙이는 것은 인신매매일 때나 성립하는 말입니다.
태국 대법원은 1437조의 신솟을 신부 측 가문의 손실에 대한 법적 보상이자, ‘이혼 시 여성을 보호하기 위한 최소한의 경제적 장치’로 봅니다. 반대로 신부 측 과실로 혼인이 성사되지 않는다면 신솟 금액에 대한 반환을 청구할 수 있고요.
또한 신솟 금액은 신부의 학력(석·박사 여부), 전문직 여부, 직업과 가문의 사회적 지위에 직결됩니다. 제가 코로나 이전에 태국 여성과 결혼하려 했던 적이 있는데, 태국에서는 대학을 졸업하고 좋은 직장에 다닐수록 더 많은 신솟을 지불해야 합니다. 당시 여자친구는 의대로 유명하고 모든 수업을 영어로 진행하는 마히돌 국립대학교에 다녔는데, 본인이 더 좋은 직업을 가졌다면 신솟값이 훨씬 올라갔을 것이라고 말해주더군요.
민상법 1437조는 채권법이 아닌 가족법에 속해 있습니다. 즉, 영리 목적의 거래가 아닌 ‘가족 형성’이라는 공익적 목적에 부합한다고 볼 수 있는 것이죠.
안타까운 점은, 지금 하시는 말씀이 결국 ‘누워서 침 뱉기’라는 것입니다. 이는 과거 2,000년의 우리 조상님들을 모두 욕하는 꼴입니다. 옥저와 고구려의 데릴사위제, 납폐, 혼수 등도 매매혼으로 보시나요? ‘혼수’라는 말도 조선 중기 이후에 나온 말이라는 걸 알고 계실 겁니다. 혼수가 ‘더치페이’로 들리시나요? 그렇지 않죠. 그리고 결혼하면 여자가 남자의 집에서 살게 된 역사적 이유를 찾아본 적이 있습니까? 이를 매매혼으로 치부한다면 그것 역시 매매의 역사이며, 족보 자체가 매매혼의 기록이 될 것입니다.
외교에서 자주 쓰이는 ‘문화적 상대주의’라는 개념이 있습니다. 그 나라의 문화나 전통을 존중하라는 뜻이죠. 동남아에는 지금도 매매혼처럼 보일 수 있는 전통이 남아 있습니다. 특히 동남아는 모계 사회적 특성이 강합니다. 그래서 신솟은 여성의 권위를 치환하는 것으로 보기도 하며, 이를 지불하는 남성의 성실함을 상징하기도 합니다. 그 나라의 역사와 전통, 그리고 경제적 격차 등을 종합적으로 고려해야 합니다.
출처 : https://world.moleg.go.kr/web/wli/lgslInfoReadPage.do?CTS_SEQ=36021&AST_SEQ=289&nationReadYn=Y&ETC=1&searchNtnl=TH
태국_민상법전_영문본(2008.02.23.개정).pdf

เมื่อนักกฎหมายสาวเกาหลีวิจารณ์การแต่งงานแบบซื้อขาย: คำตอบจากข้อกฎหมายไทย
หากคุณเป็นนักกฎหมายหรือเรียนจบจากโรงเรียนกฎหมาย (Law School) คุณย่อมต้องเข้าใจแนวคิดเรื่อง ‘กรรมสิทธิ์’ (Ownership) และ ‘สิทธิในการจำหน่ายจ่ายโอน’ (Right of Disposal) เป็นอย่างดี แต่การที่มองข้ามหลักการนี้และใช้คำว่า ‘การแต่งงานแบบซื้อขาย’ (매매혼) เพื่อเยาะเย้ยคู่สมรสที่ควรจะมีความสุขนั้น ผมมองว่าเป็นความพยายามที่มุ่งร้ายหรือเป็นการวางกรอบทำลาย (Framing) กันอย่างรุนแรงครับ
ในฐานะที่คุณเรียนกฎหมาย ผมมีข้อเท็จจริงที่น่าสนใจมาแบ่งปันครับ ในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนใหญ่มีวัฒนธรรมเงินสินสอด อย่างเช่นในประเทศไทยที่มีสิ่งที่เรียกว่า ‘สินสอด’ (Sinsod) ซึ่งคนเกาหลีมักจะแปลว่า ‘เงินจิชัมกึม’ (Marriage Dowry)
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทย มาตรา 1437 (Section 1437) ระบุไว้ว่า ‘ของหมั้น’ (ทรัพย์สินที่ฝ่ายชายให้แก่ฝ่ายหญิงเพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรส) และ ‘สินสอด’ (ทรัพย์สินที่ฝ่ายชายให้แก่บิดามารดาฝ่ายหญิง) ถือเป็นการ ‘ค่าตอบแทนทางกฎหมาย’ (Compensation) สำหรับการสูญเสียแรงงานในครอบครัวและตอบแทนการเลี้ยงดูของฝั่งเจ้าสาว ด้วยเหตุนี้ หากมีความผิดเกิดจากฝ่ายหญิงจนทำให้ไม่ได้สมรส ฝ่ายชายจึงมีสิทธิเรียกคืนสินสอดได้ตามกฎหมายครับ
ขออธิบายเพิ่มเติมเพื่อให้ท่านอื่นเข้าใจด้วยนะครับ นิยามทางกฎหมายของการ ‘ซื้อขาย’ (Sale) คือการโอนกรรมสิทธิ์และสิทธิในการจำหน่ายจ่ายโอน หากจะกล่าวว่า ‘ซื้อเจ้าสาวมา’ ตามนิยามนี้ ผู้ซื้อย่อมต้องสามารถ ‘ขาย’ เจ้าสาวต่อได้ แต่ในความเป็นจริงเราทำเช่นนั้นได้หรือครับ? การใช้คำว่าซื้อขายกับมนุษย์จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเป็นการ ‘ค้ามนุษย์’ (Human Trafficking) เท่านั้น
ศาลฎีกาของไทยตีความมาตรา 1437 ว่า สินสอดคือการชดเชยทางกฎหมายต่อความสูญเสียของครอบครัวฝ่ายหญิง และเป็น ‘หลักประกันทางเศรษฐกิจขั้นต่ำเพื่อคุ้มครองผู้หญิงในกรณีที่มีการหย่าร้าง’ ในทางกลับกัน หากการแต่งงานไม่เกิดขึ้นเพราะความผิดของฝ่ายหญิง ฝ่ายชายก็สามารถฟ้องร้องเรียกเงินสินสอดคืนได้ครับ
นอกจากนี้ จำนวนเงินสินสอดยังขึ้นอยู่กับระดับการศึกษา (เช่น ปริญญาโท-เอก), วิชาชีพ, หน้าที่การงาน และสถานะทางสังคมของครอบครัวฝ่ายหญิงด้วย ก่อนช่วงโควิดผมเคยเกือบจะได้แต่งงานกับผู้หญิงไทยคนหนึ่ง ในประเทศไทยนั้นหากฝ่ายหญิงจบจากสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงและมีหน้าที่การงานที่ดี ค่าสินสอดจะอยู่ในระดับสูง แฟนของผมในตอนนั้นเรียนที่มหาวิทยาลัยมหิดล (มหาวิทยาลัยชั้นนำด้านการแพทย์และหลักสูตรนานาชาติ) เธอบอกผมว่า หากเธอมีหน้าที่การงานที่มั่นคงกว่านี้ ค่าสินสอดก็ย่อมสูงขึ้นไปตามลำดับ
มาตรา 1437 นี้ไม่ได้จัดอยู่ในลักษณะหนี้ (Law of Obligations) แต่จัดอยู่ใน ‘กฎหมายครอบครัว’ (Family Law) ซึ่งถือเป็นเรื่องของประโยชน์สาธารณะในการสร้างสถาบันครอบครัว ไม่ใช่การทำธุรกรรมเพื่อแสวงหากำไรครับ
สิ่งที่ผมรู้สึกเสียดายคือ การวิพากษ์วิจารณ์แบบนี้เหมือน ‘ถ่มน้ำลายรดฟ้า’ เพราะเท่ากับเป็นการดูถูกบรรพบุรุษเกาหลีตลอด 2,000 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่สมัยอ็อกจอและโกกูรยอ เรามีระบบเขยแต่งเข้าบ้าน (เดริลซาวี), การมอบของหมั้น (นับพเย) และสินเดิม (ฮนซู) สิ่งเหล่านี้คุณจะมองว่าเป็นความลุ่มหลงในการซื้อขายด้วยหรือไม่? คำว่า ‘ฮนซู’ เพิ่งเริ่มใช้ในช่วงกลางสมัยโชซอน คุณคิดว่ามันคือการ ‘แชร์จ่าย’ (Dutch Pay) หรือครับ? ก็ไม่ใช่ และคุณเคยศึกษาเหตุผลทางประวัติศาสตร์ไหมว่าทำไมผู้หญิงต้องย้ายเข้าบ้านฝ่ายชาย? หากคุณมองว่าเป็นเรื่องการซื้อขาย ประวัติศาสตร์และลำดับวงศ์ตระกูลของเราทั้งหมดก็คงเป็นเพียงบันทึกของการซื้อขายมนุษย์เท่านั้นครับ
ในทางสากล เรามีแนวคิด ‘สัมพัทธนิยมทางวัฒนธรรม’ (Cultural Relativism) ซึ่งหมายถึงการเคารพในวัฒนธรรมและประเพณีของแต่ละประเทศ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงมีประเพณีที่อาจดูเหมือนการซื้อขายในสายตาคนนอก แต่แท้จริงแล้วมันคือรากฐานทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ‘สังคมที่ยึดถือฝ่ายมารดาเป็นหลัก’ (Matriarchal Society) สินสอดถูกมองเป็นการเชิดชูคุณค่าของผู้หญิง และเป็นสัญลักษณ์ของความเพียรพยายามและความจริงใจของฝ่ายชาย เราจึงควรพิจารณาจากประวัติศาสตร์ ประเพณี และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจประกอบกันอย่างถี่ถ้วนครับ